QA คนไหนมี Hardskill ดีแล้ว อย่าลืมฝึก Softskill ไว้ด้วยนะ #doppiotech #สายเทค #softwaretester

Doppio_Toasty-EDlT0R

QA

March 24, 2026

Table of Content

QA เก่งแค่ Hard Skill พอไหม? ทำไม Soft Skill ถึงเป็นอาวุธลับที่ทำให้คุณกลายเป็น “Star” ในทีม

ในคอมมูนิตี้ของคนทำงานสายเทคและ QA มักจะมีคำถามยอดฮิตว่า “ถ้าอยากเก่งขึ้นต้องเรียนรู้อะไร?” หรือ “อยากย้ายสายต้องฝึกสกิลไหน?” ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่ Hard Skill เช่น การทำ Automation, การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ หรือเทคนิคการเขียน Test Case

แต่ในมุมมองของผู้สัมภาษณ์งานและหัวหน้าทีม ความจริงที่น่าสนใจคือ มีผู้สมัครจำนวนมากที่ไปเรียนรู้ทักษะทางเทคนิคมาสารพัด แต่กลับไม่มีความโดดเด่นเพียงพอที่ทำให้บริษัทรู้สึกว่า “ต้องรับคนนี้เข้าทำงานให้ได้”

Hard Skill คือพื้นฐาน แต่ความเก๋าอยู่ที่ “การจัดการ”

สำหรับ QA ที่มีประสบการณ์ 4-5 ปี การเขียน Test Case ให้ดีเป็นเรื่องที่ควรทำได้อยู่แล้ว แต่ความแตกต่างระหว่าง Test Case ที่สมบูรณ์แบบ (Perfect) กับเกือบสมบูรณ์แบบนั้นไม่ได้สร้างความแตกต่างให้ตัวคุณดู “เฉิดฉาย” ในสายตาหัวหน้าเท่ากับ “สกิลในการจัดการ”

งานที่ยากที่สุดของ QA ในชีวิตจริง ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าสูตรจะยากหรือโปรดักต์จะซับซ้อนแค่ไหน เราก็ยังสามารถนั่งจมอยู่กับมันและจัดการมันด้วยตัวคนเดียวได้

แต่สิ่งที่ยากและท้าทายที่สุดคือ “การรับมือกับความวุ่นวาย ของโปรเจกต์และคนรอบข้าง”

“ฮีโร่” ของทีม คือคนที่ทำงานด้วยแล้ว “ง่าย”

คนที่จะเป็น “Star” หรือเป็นที่ต้องการของทีมจริงๆ คือคนที่มีคุณสมบัติดังนี้:

ทำงานด้วยแล้วง่าย: สามารถเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องที่จัดการได้

เป็นตัวกลางที่ยอดเยี่ยม: ในขณะที่หลายคนอาจจะกุมขมับเมื่อต้องไปคุยกับคนในโปรเจกต์ที่คุยยาก แต่คนที่เป็น “ฮีโร่” จะสามารถเข้าไปพูดคุยและจัดการสถานการณ์เหล่านั้นให้ราบรื่นได้

ใส่ใจในรายละเอียด (Mindset): ไม่ใช่แค่เก่งเครื่องมือ แต่ต้องมีความใส่ใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและมองภาพรวมของโปรเจกต์ให้ออก

บทสรุป หากคุณเป็น QA ที่มี Hard Skill ที่ดีอยู่แล้ว อย่าหยุดเพียงแค่นั้น เพราะการจะก้าวไปสู่จุดที่โดดเด่นอย่างแท้จริง คุณจำเป็นต้องฝึกฝน Soft Skill และทักษะการสื่อสาร เพื่อจัดการกับ “คน” และ “สถานการณ์” เพราะนี่คือทักษะที่พิสูจน์ความสามารถในการทำงานในโลกความเป็นจริงได้ดีที่สุด

Related Blog

Automation Test

คิดและเลือก automation framework อย่างไรในปี 2023

จริงถึงแม้จะจั่วหัวไว้ว่าเป็นปี 2023 แต่จริงๆหลักการนี้ใช้ได้ทุกปีแหละครับ แหะๆ ซึ่งบทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากที่ว่า ช่วงนี้น้องๆ หลายคนที่เคยทำงานด้วยกัน ทักมาปรึกษาโน้นนี่นั่นกันอยู่เป็นระยะๆ หลายๆครั้งมีน้องบางคนเข้าไปทำงานในบริษัทที่ยังไม่มี Automation เลย พูดง่ายๆ คือการเข้าไปเริ่มตั้งไข่ให้เองนักเลงพอ และหลายคนจะกลับมาถามคำถามเดียวกัน (คำถามเดียวกันจริงๆนะ) บทสนทนาจะเป็นประมาณนี้ น้อง : พี่โอ ว่างไหมพี่โอ : ครับน้อง : สบายดีนะครับโอ : สบายดีครับ เราล่ะเป็นไงบ้างน้อง : พี่โอ cypress นี่ดีไหมครับ (ไม่พูดพร่ำทำเพลง get to the point ดีมาก) พอคุยไปคุยมา เรามักจะได้คำตอบว่า น้องได้รับมอบหมายว่าให้เริ่มต้นทำ Automation โดยเริ่มตั้งแต่เลือก Framework ไปจนถึงวาง Project structure วันนี้เลยอยากจะมาลองแชร์ว่า ปกติเวลาเราจะเลือก Framework มาใช้เนี่ยเราควรดูอะไรบ้าง แต่ก่อนจะเข้าเรื่องบอกก่อนเลยว่า มันไม่มีคำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี”…

QA

QA101 รวมทุกสิ่งที่ Software Tester มือใหม่ควรรู้

เจาะลึกโลก Software QA: จากมือใหม่สู่เส้นทางมือโปร (QA 101) ในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์หรือแอปธนาคาร หน้าที่ในการเขียนโค้ดเป็นของโปรแกรมเมอร์ (Developer) แต่คนที่จะตอบได้ว่าแอปนั้นใช้งานได้จริงและมีคุณภาพหรือไม่ คือ Software QA (Quality Assurance) หรือ Software Tester 1. หัวใจของการทดสอบ: Functional vs Non-functional งานของ QA แบ่งออกเป็นสองมิติหลักที่ต้องตรวจสอบ Functional Test: คือการดูว่าซอฟต์แวร์ "ทำอะไรได้บ้าง" ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น ต้องล็อกอินได้ ค้นหาสินค้าได้ หรือชำระเงินสำเร็จ Non-functional Test: คือการดูว่าซอฟต์แวร์ "ทำงานได้ดีแค่ไหน" (How well) เช่น ความเร็วในการตอบสนอง (Performance), ความง่ายในการใช้งาน (Usability/UX), และความปลอดภัย (Security) ตัวอย่างเช่น หากล็อกอินผ่านแต่ต้องรอถึง 2 นาที แบบนี้ถือว่าสอบตกในแง่ Non-functional…

Other

Shared library คืออะไร และทำไมเราจึงควรใช้ในทีมและองค์กร วันนี้อยากจะมาเล่าเรื่อง Doppio Common Library

สวัสดีครับ บทความนี้อยากจะมาแชร์ไอเดียซึ่งหลายๆ คนอาจจะมีประสบการณ์กับอะไรพวกนี้มาอยู่แล้ว แต่มือใหม่ในด้าน Automation หลายๆ คน อาจจะยังไม่รู้จัก หรือยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร บทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังกันครับ จุดเริ่มต้น หลายๆ คนที่ทำ automation อาจจะเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์ว่า พอเราย้ายไปทำโปรเจค automation อันใหม่แล้วบางทีเราก็มักจะเจอกับสิ่งที่เราเคยทำไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น และเหตุการณ์อื่นๆ ในลักษณะคล้ายกัน คือ เรา หรือเพื่อนร่วมทีมของเราที่อาจจะอยู่คนละโปรเจคหรือคนละทีม ได้เจอโจทย์คล้ายๆกันมาบ้างแล้ว และสิ่งที่เราต้องการในสถานการณ์นี้ก็คือ ทำยังไงให้เราสามารถสิ่งที่เราหรือใครสักคนในองค์กรเราเคยทำมาแล้ว ให้ได้เร็ว ไม่ต้องไปเสียเวลาเหมือนทำใหม่อีกรอบ ณ จุดเริ่มต้น (แบบตั้งไข่เลยนะ) เรามักจะมีประโยคคลาสสิคที่เราส่งไปให้เพื่อน “เฮ้ยๆ ขอโค้ดหน่อยดิ” , “เฮ้ยๆ ไป copy ได้ที่ repo ไหนบ้าง” ประมาณนี้ ทีนี้ถามว่ามันก็ตอบโจทย์ที่เราต้องการได้นะ ก็คือ ไม่ต้องเสียเวลาไปทำใหม่ แต่มันก็มีข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อยู่ก็คือการที่เราจะต้อง copy กันต่อๆ ไปเรื่อยๆ มันจะมีปัญหาว่า Solution จากปัญหาข้างต้นของการ copy โค้ดไปมา…