Test แค่ไหนถึงจะพอ #doppiotech #QA #tech #softwaretester #testing

Doppio_Toasty-EDlT0R

QA

March 24, 2026

Table of Content

Test แค่ไหนถึงจะพอ? แนวคิดการทดสอบซอฟต์แวร์ให้สมดุลระหว่าง Quality และ Business Value

คำถามที่ว่า “ต้องเทสแค่ไหนถึงจะพอ?” เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกโปรเจกต์ แต่เราสามารถหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดได้โดยใช้แนวคิดเรื่องการประเมินความเสี่ยงและมูลค่าทางธุรกิจ ดังนี้

1. พิจารณาจากประเภทและความสำคัญของโปรดักต์ (Product Criticality)

ระดับความเข้มข้นในการทดสอบควรแปรผันตาม “ความเสียหาย” ที่จะเกิดขึ้นหากเกิดข้อผิดพลาด ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ให้ข้อมูล (Informative Website):เว็บไซต์ท่องเที่ยว, บทความต่างๆ หากมี Bug อาจไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรง การ Test สามารถทำแบบ “Lightweight” หรือไม่เข้มข้นมากได้

แต่หากเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Financial/Banking/Shopping) ความผิดพลาดมักมีผลกระทบสูง ดังนั้นการลงทุนกับการทดสอบ (Investment) และเวลาที่ใช้ในการเทสต้องเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

หรือเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิต (Medical/Aerospace): เช่น ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์หรือยานอวกาศ กลุ่มนี้ต้องทดสอบอย่างหนักหน่วงที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตคน

2. อย่าลืมคำนวณ “ค่าเสียโอกาส” (Time to Market)

การเทสเยอะไม่ได้ดีเสมอไปหากมองในมุมธุรกิจ

ลองพิจารณาสถานการณ์สมมตินี้:

Scenario A: คุณใช้เวลาเทสอย่างละเอียดนานถึง 3 เดือน เพื่อให้โปรดักต์เพอร์เฟกต์ที่สุด แต่ฟีเจอร์นั้นสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้วันละ 100,000 บาท การรอ 3 เดือน (90 วัน) เท่ากับบริษัทเสียรายได้ไปแล้ว 9 ล้านบาท เพียงเพื่อรอการทดสอบ

Scenario B: คุณเลือกเทส “แต่พอดี” โดยใช้เวลาเพียง 2 อาทิตย์ แล้วรีบนำฟีเจอร์ขึ้นระบบ แม้จะมี Bug หลงเหลืออยู่บ้างซึ่งอาจสร้างความเสียหายวันละ 1,000 บาท แต่บริษัทสามารถเริ่มทำรายได้วันละ 100,000 บาทได้ทันที

ในเชิงธุรกิจ Scenario B อาจสร้าง Business Value ได้มากกว่า การส่งมอบมูลค่าให้ลูกค้าได้เร็ว (Deliver Business Value) แล้วคอยรับฟัง Feedback เพื่อตามแก้ไข Bug ทีหลัง จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ

3. กรอบความคิด (Framework) ในการตัดสินใจ

เพื่อให้การทดสอบมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ธุรกิจ ให้ใช้แนวคิดดังนี้:

– ประเมินความเสี่ยง: ดูว่าโปรดักต์ของเราคืออะไรและผลกระทบของBugอยู่ที่ระดับไหน

สมดุลระหว่าง Quality และ Speed: จำไว้ว่า Time to Market ก็เป็นปัจจัยด้านคุณภาพอย่างหนึ่งในมุมมองของการแข่งขัน

– Deliver Value: เลือกทดสอบในจุดที่สำคัญที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถส่งมอบคุณค่าหลักให้กับผู้ใช้งานได้ก่อน

การทดสอบที่ “พอดี” คือการหาจุดตัดที่ลงตัวระหว่าง คุณภาพของซอฟต์แวร์ และ ความเร็วในการเข้าสู่ตลาด โดยพิจารณาจากประเภทของแอปพลิเคชันและผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก

Related Blog

Automation Test

คิดและเลือก automation framework อย่างไรในปี 2023

จริงถึงแม้จะจั่วหัวไว้ว่าเป็นปี 2023 แต่จริงๆหลักการนี้ใช้ได้ทุกปีแหละครับ แหะๆ ซึ่งบทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากที่ว่า ช่วงนี้น้องๆ หลายคนที่เคยทำงานด้วยกัน ทักมาปรึกษาโน้นนี่นั่นกันอยู่เป็นระยะๆ หลายๆครั้งมีน้องบางคนเข้าไปทำงานในบริษัทที่ยังไม่มี Automation เลย พูดง่ายๆ คือการเข้าไปเริ่มตั้งไข่ให้เองนักเลงพอ และหลายคนจะกลับมาถามคำถามเดียวกัน (คำถามเดียวกันจริงๆนะ) บทสนทนาจะเป็นประมาณนี้ น้อง : พี่โอ ว่างไหมพี่โอ : ครับน้อง : สบายดีนะครับโอ : สบายดีครับ เราล่ะเป็นไงบ้างน้อง : พี่โอ cypress นี่ดีไหมครับ (ไม่พูดพร่ำทำเพลง get to the point ดีมาก) พอคุยไปคุยมา เรามักจะได้คำตอบว่า น้องได้รับมอบหมายว่าให้เริ่มต้นทำ Automation โดยเริ่มตั้งแต่เลือก Framework ไปจนถึงวาง Project structure วันนี้เลยอยากจะมาลองแชร์ว่า ปกติเวลาเราจะเลือก Framework มาใช้เนี่ยเราควรดูอะไรบ้าง แต่ก่อนจะเข้าเรื่องบอกก่อนเลยว่า มันไม่มีคำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี”…

QA

QA คนไหนมี Hardskill ดีแล้ว อย่าลืมฝึก Softskill ไว้ด้วยนะ #doppiotech #สายเทค #softwaretester

QA เก่งแค่ Hard Skill พอไหม? ทำไม Soft Skill ถึงเป็นอาวุธลับที่ทำให้คุณกลายเป็น "Star" ในทีม ในคอมมูนิตี้ของคนทำงานสายเทคและ QA มักจะมีคำถามยอดฮิตว่า "ถ้าอยากเก่งขึ้นต้องเรียนรู้อะไร?" หรือ "อยากย้ายสายต้องฝึกสกิลไหน?" ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่ Hard Skill เช่น การทำ Automation, การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ หรือเทคนิคการเขียน Test Case แต่ในมุมมองของผู้สัมภาษณ์งานและหัวหน้าทีม ความจริงที่น่าสนใจคือ มีผู้สมัครจำนวนมากที่ไปเรียนรู้ทักษะทางเทคนิคมาสารพัด แต่กลับไม่มีความโดดเด่นเพียงพอที่ทำให้บริษัทรู้สึกว่า "ต้องรับคนนี้เข้าทำงานให้ได้" Hard Skill คือพื้นฐาน แต่ความเก๋าอยู่ที่ "การจัดการ" สำหรับ QA ที่มีประสบการณ์ 4-5 ปี การเขียน Test Case ให้ดีเป็นเรื่องที่ควรทำได้อยู่แล้ว แต่ความแตกต่างระหว่าง Test Case ที่สมบูรณ์แบบ (Perfect) กับเกือบสมบูรณ์แบบนั้นไม่ได้สร้างความแตกต่างให้ตัวคุณดู "เฉิดฉาย" ในสายตาหัวหน้าเท่ากับ "สกิลในการจัดการ"…

Other

Shared library คืออะไร และทำไมเราจึงควรใช้ในทีมและองค์กร วันนี้อยากจะมาเล่าเรื่อง Doppio Common Library

สวัสดีครับ บทความนี้อยากจะมาแชร์ไอเดียซึ่งหลายๆ คนอาจจะมีประสบการณ์กับอะไรพวกนี้มาอยู่แล้ว แต่มือใหม่ในด้าน Automation หลายๆ คน อาจจะยังไม่รู้จัก หรือยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร บทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังกันครับ จุดเริ่มต้น หลายๆ คนที่ทำ automation อาจจะเคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์ว่า พอเราย้ายไปทำโปรเจค automation อันใหม่แล้วบางทีเราก็มักจะเจอกับสิ่งที่เราเคยทำไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น และเหตุการณ์อื่นๆ ในลักษณะคล้ายกัน คือ เรา หรือเพื่อนร่วมทีมของเราที่อาจจะอยู่คนละโปรเจคหรือคนละทีม ได้เจอโจทย์คล้ายๆกันมาบ้างแล้ว และสิ่งที่เราต้องการในสถานการณ์นี้ก็คือ ทำยังไงให้เราสามารถสิ่งที่เราหรือใครสักคนในองค์กรเราเคยทำมาแล้ว ให้ได้เร็ว ไม่ต้องไปเสียเวลาเหมือนทำใหม่อีกรอบ ณ จุดเริ่มต้น (แบบตั้งไข่เลยนะ) เรามักจะมีประโยคคลาสสิคที่เราส่งไปให้เพื่อน “เฮ้ยๆ ขอโค้ดหน่อยดิ” , “เฮ้ยๆ ไป copy ได้ที่ repo ไหนบ้าง” ประมาณนี้ ทีนี้ถามว่ามันก็ตอบโจทย์ที่เราต้องการได้นะ ก็คือ ไม่ต้องเสียเวลาไปทำใหม่ แต่มันก็มีข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อยู่ก็คือการที่เราจะต้อง copy กันต่อๆ ไปเรื่อยๆ มันจะมีปัญหาว่า Solution จากปัญหาข้างต้นของการ copy โค้ดไปมา…